
ความกังวลเบื้องต้น
ฉันกังวลเรื่องกรามที่ใหญ่ของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ และมักจะรู้สึกว่าต้องคอยเอาผมมาปิดหน้าไว้เสมอ ฉันมักจะประหม่าทุกครั้งที่มีลมพัดมาโดนผมจนเปิดเผยใบหน้าที่ใหญ่ของตัวเอง ฉันอยากศัลยกรรมมาตั้งแต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะอยากกู้คืนความมั่นใจและอยากลองทำทรงผมที่หลากหลาย โดยไม่ต้องกลัวการเปิดเผยด้านข้างของใบหน้า ฉันตัดสินใจเลือก EU (อียู) เพราะที่นี่เป็นคลินิกเฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล (Oral and Maxillofacial) ดังนั้นฉันจึงเชื่อมั่นว่าศัลยแพทย์จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระดูกและเนื้อเยื่อบนใบหน้าเป็นอย่างดี เนื่องจากการปรับโครงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างใหญ่ ฉันจึงต้องการหาคลินิกที่มีชื่อเสียงและคุณหมอที่ฉันสามารถไว้วางใจได้ค่ะ
บันทึกการพักฟื้น
วันที่ 1: ฉันออกจากโรงพยาบาลหลังจากนอนพักฟื้น 1 คืนค่ะ แม้ว่าฉันจะเคยอ่านรีวิวในเน็ตมาบ้าง แต่จมูกของฉันก็ปกติดีและไม่มีอาการคลื่นไส้ ถือว่าโชคดีมากสำหรับฉันค่ะ วันแรกหลังผ่าตัดการทานอะไรเป็นเรื่องที่ยากมาก ฉันดื่มได้แต่น้ำเปล่าเท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นพยาบาลก็เอานมโปรตีน Newcare มาให้ดื่มเป็นอาหารเช้า มันดื่มยากพอสมควรเพราะใบหน้าและริมฝีปากบวมมาก แถมยังมีอาการเจ็บคอและมีเสมหะติดอยู่ในคอด้วย ฉันแทบรอให้หน้าหายบวมไม่ไหวแล้วค่ะ

วันที่ 2: วันนี้ดูเหมือนหน้าจะบวมมากกว่าเมื่อวานอีกค่ะ ฉันเพิ่งไปทำเลเซอร์ลดบวมมา และได้รับคำแนะนำว่าวันนี้ไม่ต้องสวมสายรัดหน้า เพราะหน้าเริ่มบวมมากจริง ๆ ฉันหวังว่าอาการบวมจะลดลงเร็ว ๆ นะ

วันที่ 3: ฉันเพิ่งกลับมาจากการทำทรีตเมนต์ลดบวมที่ EU อีกครั้งค่ะ แม้จะยังบวมอยู่มาก แต่ตอนนี้ฉันสามารถเม้มปากปิดสนิทได้แล้วถ้าออกแรงกดนิดหน่อย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะไม่อย่างนั้นน้ำจะไหลย้อยออกมาตลอดเพราะปิดปากไม่ได้ ฉันพยายามเดินเล่นในบ้านด้วย หวังว่าจะช่วยให้ยุบบวมได้เร็วขึ้นค่ะ
วันที่ 4: วันนี้ไปที่ EU เพื่อทำทรีตเมนต์ลดบวมอีกรอบ คุณหมอบอกว่าฉันบวมค่อนข้างหนักมากและสั่งให้งดใส่สายรัดหน้าไปก่อน และแนะนำให้เดินเล่นเบา ๆ เพื่อลดบวม วันนี้ฉันเลยลองเดินไปประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ นอกจากนี้ยังได้แกะพลาสเตอร์เทปบนหน้าออกด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรูปหน้าตัวเองจริง ๆ หลังผ่าตัด มุมเหลี่ยม ๆ บนหน้าหายไปแล้ว ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าถ้าหายบวมแล้วหน้าจะเป็นยังไง

วันที่ 5: วันนี้ดูเหมือนอาการบวมจะดีขึ้น ขนาดริมฝีปากลดลงและตาไม่บวมเท่าเดิมแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าควรใส่สายรัดหน้าดีไหม เพราะเมื่อวานตอนไม่ใส่ดูเหมือนจะยุบบวมได้ดีกว่า วันนี้เลยใส่แค่ครึ่งวันพอค่ะ แล้วก็ออกไปเดินอีก 3 ชั่วโมง หวังว่าจะช่วยให้หายไว ๆ!

วันที่ 6: ฉันมองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยออกว่ายุบบวมลงไหม แต่พอเอารูปวันนี้มาเทียบกับเมื่อวานก็เห็นความต่างค่ะ วันนี้ก็ออกไปเดินเล่นช่วยลดบวมเหมือนเดิม ตื่นเต้นจังที่จะได้ตัดไหมที่ไรผมและเลเซอร์ทรีตเมนต์ในวันพรุ่งนี้
วันที่ 7: แอบผิดหวังนิดหน่อยที่เห็นว่าอาการบวมดูไม่ค่อยต่างจากเมื่อคืนเลย หวังว่ามันจะค่อย ๆ ยุบลงระหว่างวันนะคะ วันนี้ฉันไปตัดไหมมาแล้ว (คุณหมอคิมเป็นคนตัดให้) ตอนแรกหลับตารอรับความเจ็บเลย แต่สรุปคือไม่เจ็บเลยค่ะ แล้วก็ได้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อในช่องปากด้วย อยากล้างหน้าแบบเต็มที่เร็ว ๆ จังหลังจากแกะพลาสเตอร์ปิดแผล (Steri-strips) ออกได้

วันที่ 8: สังเกตเห็นว่ารอยช้ำที่แก้มซ้ายเริ่มจางลงแล้ว แม้จะยังดูบวมอยู่แต่ก็ดีใจที่บวมน้อยกว่าเมื่อวาน พอชั่งน้ำหนักดูปรากฏว่าน้ำหนักลดลงไปถึง 3 กิโลกรัมเลยค่ะ อีกแค่ 1 สัปดาห์ก็จะเริ่มทานอาหารที่ไม่ใช่ของเหลวได้แล้ว ตื่นเต้นมาก!
วันที่ 9: แค่เห็นหน้าฝั่งขวาที่ยุบบวมลงฉันก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ ตอนนี้ตั้งตารอให้ฝั่งซ้ายยุบบวมตามไปเร็ว ๆ ตอนนี้เริ่มพูดและทานได้ดีขึ้น เช้านี้ทานโจ๊กได้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วันทำไม่ได้เลย อาการปวดคอก็ลดลง และเริ่มใช้กล้ามเนื้อคอพยุงตัวขึ้นได้เองโดยไม่ต้องใช้มือช่วยแล้วค่ะ

วันที่ 10: แก้มฝั่งซ้ายยังบวมมากอยู่เลยค่ะ เริ่มแอบกังวลเพราะนี่ก็วันที่ 10 แล้ว ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาไม่ได้ออกไปเดินเลย แต่วันนี้ตั้งใจจะออกไปเดินดูว่าช่วยได้ไหม หวังว่าหน้าจะยุบเร็ว ๆ นะคะ
วันที่ 11: หน้าตายังดูเหมือนเดิมเป๊ะ แต่เริ่มยิ้มได้ดีขึ้นและหน้ารู้สึกไม่ค่อยแข็งตึงเหมือนก่อน ฉันรู้สึกหิวตลอดเวลาเลยเพราะต้องทานแต่ของเหลว อยากทานอาหารจริง ๆ จะแย่แล้ว
วันที่ 12: อาการบวมยังไม่เปลี่ยนมากนัก แต่เริ่มเห็นว่าคางฝั่งขวาดูแหลมชัดขึ้น หวังว่าหน้าฝั่งซ้ายจะรีบยุบบวมตามไปไว ๆ นะ

วันที่ 13: พอเอารูปมาวางเทียบกันถึงเห็นว่าแก้มซ้ายเริ่มยุบลงแล้ว ค่อยโล่งใจหน่อยเพราะรู้สึกเหมือนมันบวมเท่าเดิมมาหลายวัน วันนี้ฟันทั้งสองข้างสามารถสบกันได้แล้ว ซึ่งเมื่อวานยังทำไม่ได้ พรุ่งนี้จะได้ตัดไหมและเริ่มทานอาหารอ่อนได้แล้วค่ะ
วันที่ 14: ใบหน้ายังบวมอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่ารอยช้ำและอาการบวมค่อย ๆ ลดลงตามวัน อาการบวมที่ตาก็เกือบหายสนิทแล้ว! ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านไป 2 สัปดาห์แล้ว อยากเห็นหน้าตัวเองตอนหายบวมฝั่งซ้ายจริง ๆ
วันที่ 15: วันนี้ตัดไหมแล้วค่ะ! สิ่งแรกที่ทำคือทานก๋วยเตี๋ยวนุ่ม ๆ เลย 555 ดีใจมากที่แปรงฟันด้วยยาสีฟันได้และทานอาหารอ่อนได้แล้ว ก่อนหน้านี้กลัวการทานอะไรที่เป็นกึ่งของแข็งมาก เพราะกลัวมันจะไปติดที่ไหมพรม

วันที่ 17: รอยช้ำดีขึ้นมาก และคิดว่าแก้มซ้ายก็ยุบบวมขึ้นด้วย เริ่มอ้าปากได้กว้างขึ้นแต่ยังต้องบดอาหารให้แบน ๆ หน่อยถึงจะเอาเข้าปากได้ รู้สึกดีมากที่เริ่มทานได้หลากหลายขึ้นและแปรงฟันได้สะดวก
วันที่ 18: อาการบวมและช้ำค่อย ๆ ลดลงช้ามาก ๆ หวังว่าจะหายไปเร็ว ๆ จะได้ไม่ต้องคอยปิดบัง ตอนนี้กำลังเพลิดเพลินกับการทานอาหารมากขึ้นค่ะ
วันที่ 21: เวลาผ่านไปไวมาก! ครบรอบ 3 สัปดาห์แล้ว และฉันรู้สึกดีขึ้นในทุกวัน รอยช้ำเริ่มจางลง แม้แก้มซ้ายจะยังบวมกว่าข้างขวาแต่ก็ค่อย ๆ ยุบลงค่ะ ตอนนี้ทานอาหารได้เยอะขึ้นเพราะอ้าปากได้กว้างกว่าเดิม ลองวัดดูแล้วสามารถใส่นิ้วเข้าไปได้ 2 นิ้วแล้ว แปรงฟันก็ง่ายขึ้นเยอะเลย
วันที่ 23: เทียบรูปดูแล้ว แก้มซ้ายค่อย ๆ ยุบลงจริง ๆ หน้ายังรู้สึกตึง ๆ อยู่ แต่อ้าปากได้กว้างขึ้นซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อย ๆ แทบรอวันที่จะได้กินเนื้อสัตว์ไม่ไหวแล้ว ไม่ได้กินเนื้อจริง ๆ จัง ๆ มานานมาก 555

วันที่ 26: ไม่อยากเชื่อเลยว่าเกือบจะครบเดือนแล้ว! ถึงแก้มซ้ายจะบวมกว่าข้างขวา แต่รอยช้ำส่วนใหญ่หายไปหมดแล้ว ตื่นเต้นจังว่าถ้าหน้าดูสมมาตรกันแล้วจะเป็นยังไง
วันที่ 28: อาการบวมและช้ำยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ปกปิดได้ง่ายแล้วค่ะ เมื่อวานลองทานเนื้อนุ่ม ๆ ดูเพราะใกล้จะครบเดือนแล้ว สรุปว่าทานได้ค่ะ! มันฟินมาก ไม่ได้กินเนื้อมานานเหลือเกิน
วันที่ 29: สัมผัสได้ว่าหน้าเล็กลงในทุกสัปดาห์ รอยช้ำที่คอเกือบหายสนิท เหลือแค่ที่แก้มซ้ายนิดหน่อยเองค่ะ
วันที่ 31: ครบ 1 เดือนแล้วค่ะ! แม้หน้าจะยังรู้สึกตึง ๆ แต่ออกไปทางดู “อวบอิ่ม” มากกว่าเพราะแก้มยังบวมอยู่ แต่ดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาก รอให้หน้าฟื้นตัวและยุบบวมกว่านี้ค่ะ
วันที่ 38: รอยช้ำค่อย ๆ จางไปจนแทบมองไม่เห็นในรูปแล้ว ดีใจมากจะได้ไม่ต้องคอยแต้มคอนซีลเลอร์บ่อย ๆ ความรู้สึกที่คางก็เริ่มกลับมาดีขึ้น (ปกติจะรู้สึกยิบ ๆ และบวม) ตอนนี้รอแค่ให้หน้าดูสมมาตรกันกว่านี้จะได้กล้ามัดผมในที่สาธารณะ รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าจังเลย

วันที่ 43: หน้าดูเป็นธรรมชาติขึ้นมากในรูปถ่าย และรู้สึกว่ารูปหน้าด้านข้าง (Side Profile) ดูดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ตอนนี้อยู่ในช่วงพักฟื้น ล่าสุดเริ่มมีอาการเสียวฟันเล็กน้อยเวลาเคี้ยวอะไรที่ “แข็ง” ขึ้นมานิดนึงอย่างเห็ด เลยพยายามกลับไปทานอาหารที่นุ่มมาก ๆ หวังว่าจะฟื้นตัวไว ๆ และกลับไปกินบิสกิตหรือเนื้อได้เหมือนเดิม
วันที่ 52: เกือบจะ 2 เดือนแล้วค่ะ ตื่นเต้นที่จะถึงเดือนที่ 3 เพราะน่าจะทานอาหารได้หลากหลายขึ้น ตอนนี้ยังเลี่ยงเนื้อไก่หรือเนื้อหมูอยู่ เพราะเวลาเคี้ยวอะไรแข็ง ๆ แล้วจะรู้สึกปวดโหนกแก้ม หน้าหายตึงไปเยอะแต่ยังมีรอยช้ำจาง ๆ อยู่ การที่หน้าเริ่มยืดหยุ่นขึ้นทำให้รู้สึกว่าเรากำลังหายดีค่ะ
วันที่ 57: รู้สึกว่าเวลาจับกรามแล้วมันดูเล็กลงเหมือนเข้าที่แล้ว แม้จะยังอ้าปากได้ไม่กว้างเท่าเดิม ทุกวันนี้เลยมักจะจบที่การกินเส้น ๆ เพราะเคี้ยวง่ายและตักเข้าปากสะดวก รอยช้ำที่แก้มซ้ายยังอยู่และหน้าฝั่งซ้ายก็ยังใหญ่กว่าฝั่งขวา หวังว่าจะหายบวมไว ๆ จะได้เห็นผลลัพธ์จริง ๆ เสียที!

วันที่ 64: ครบ 2 เดือนแล้ว! รู้สึกว่าหน้าฟื้นตัวได้ดี เริ่มกล้าจับกรามตัวเองเวลาทาครีม (แต่ตรงโหนกแก้มยังไม่ค่อยกล้า เพราะรู้สึกว่ามันยังบอบบาง) สังเกตได้ว่าแก้มซ้ายฟื้นตัวเร็วกว่าในแง่ของความรู้สึก เพราะตอนนี้ไม่ค่อยรู้สึกแปลก ๆ แล้ว (เกือบจะปกติเลย) รู้สึกดีที่สัมผัสได้ถึงพัฒนาการหลังรอมานาน
วันที่ 71: หน้ายังตึง ๆ อยู่นิดหน่อย แต่พอไปเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมา 2 เดือน เพื่อนบอกว่าฉันพูดชัดขึ้นมาก ดีใจจังค่ะ ถึงเพื่อนจะบอกว่าถ้าไม่เอาผมมาปิดหน้าก็จะยังดูบวม ๆ อยู่ก็ตาม ฉันสังเกตว่าร่องแก้มดูลึกกว่าก่อนผ่าตัด หวังว่านั่นจะเป็นเพราะอาการบวมนะ โดยรวมตอนนี้ใช้ชีวิตสบายขึ้นมาก และถือเป็นสัญญาณที่ดีของการพักฟื้นค่ะ
วันที่ 80: อีก 10 วันจะครบ 3 เดือนแล้ว อยากกินได้ปกติเร็ว ๆ จัง! ตอนนี้รอยช้ำหายไปหมดแล้ว และเวลายิ้มดูเป็นธรรมชาติขึ้นมากเมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว หน้าฝั่งซ้ายบวมน้อยลงแต่ก็ยังใหญ่นิดหน่อยเมื่อเทียบกับข้างขวา รอให้มันสมมาตรกันอยู่ค่ะ

วันที่ 86: ทานได้เยอะขึ้นมากแล้วค่ะ เริ่มลองทานเนื้อนุ่ม ๆ ดู ล่าสุดเพิ่งจัดไก่ทอดไป (ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน) แต่แกะแป้งทอดกรอบออกก่อนเพราะกลัวมันแข็งไป ตอนนี้ยังไม่ชินกับหน้าตัวเองที่ไม่มีกรามเหลี่ยม ๆ เลย มันเหมือนภาพที่เห็นเวลาเราเปิดโหมดบีบหน้าในแอปถ่ายรูปก่อนผ่าตัดเลยค่ะ
วันที่ 94: เวลาผ่านไปเร็วมาก! ครบ 3 เดือนแล้ว หน้ารู้สึกดีขึ้นมาก ความตึงลดลงไปเยอะ แต่เมื่อวานจู่ ๆ ก็กลับมาตึงใหม่จนแอบกังวล แต่โชคดีที่วันนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว ตามหลักคือครบ 3 เดือนควรจะทานของแข็งได้แล้ว แต่ฉันรู้สึกว่าหน้ายังไม่พร้อม เลยจะค่อย ๆ เริ่มทานของที่เหนียวขึ้นทีละนิดเพื่อไม่ให้หน้าทำงานหนักเกินไป หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาปกติเร็ว ๆ นะ

วันที่ 119: เกือบ 4 เดือนแล้วค่ะ รู้สึกสบายใจที่จะสัมผัสใบหน้าตัวเองมากขึ้น (เช่น เวลาล้างหน้าหรือทาครีม) แต่ยังมีบางส่วนที่รู้สึกชาและตึงอยู่บ้าง รอให้ความรู้สึกพวกนี้หายไปและหน้ากลับมาเป็นปกติ 100% ตอนนี้เริ่มทานเนื้อไก่ได้อย่างสบายใจแล้วค่ะ
วันที่ 150: ช่วงนี้หน้ารู้สึกดีขึ้นมาก ยังมีความตึงบ้างเวลาทำหน้าบางท่าทาง แต่โดยรวมขยับหน้าได้เยอะขึ้นโดยไม่รู้สึกรำคาญ อาการบวมลดลงไปเยอะมาก เพื่อน ๆ เริ่มทักว่าหน้าเรียวขึ้นและมุมข้างดูสวยขึ้น แก้มซ้ายยังบวมกว่าข้างขวานิดหน่อย หวังว่ามันจะค่อย ๆ เท่ากันไปตามเวลาค่ะ
วันที่ 180: ครึ่งปีแล้วค่ะ! แม้หน้าจะยังมีความตึงอยู่บ้าง แต่ดีใจที่ได้กลับมาทานของโปรดอย่างไก่ทอดหรือบิสกิตที่ไม่แข็งจนเกินไปได้แล้ว บริเวณรอบตาซ้ายเริ่มหายชาแล้ว ตั้งตารอวันที่ความรู้สึกทั้งหมดจะกลับมาปกติ

วันที่ 209: ทานอาหารได้หลากหลายขึ้นอีก ความรู้สึกบนใบหน้าเริ่มกลับมาเป็นปกติ (น่าจะเหลือความชา/ตึงอยู่ประมาณ 30%) หน้าฝั่งซ้ายยังดูไม่ค่อยสมมาตรกับฝั่งขวาเท่าไหร่ เพราะมันดูเป็นมุมมากกว่าในขณะที่ฝั่งขวาจะดูโค้งมนกว่า หวังว่ามันจะเข้าที่มากขึ้น ตอนนี้ยังเลี่ยงของที่เหนียวหรือแข็งมาก ๆ อย่างพวกถั่วอยู่นะคะ
วันที่ 240: 8 เดือนผ่านไป! สบายตัวขึ้นเยอะเลยค่ะ ออกไปวิ่งได้แล้วโดยที่หน้าไม่รู้สึกแข็งตึง แต่อาจจะตึงนิดหน่อยเวลาอ้าปากกว้าง ๆ บริเวณรอบดวงตาและโหนกแก้มเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเพราะสะเก็ดแผลตรงนั้นหายไปหมดแล้ว บางครั้งได้ยินเสียงกรามดัง “คลิก” เวลาพูด ซึ่งหวังว่าจะเป็นแค่ชั่วคราว บางทีเคี้ยวของเหนียวแล้วจะรู้สึกเหมือนโหนกแก้มโดน “ดึง” เลยพยายามเลี่ยงไปก่อนค่ะ

วันที่ 271: 9 เดือนแล้วค่ะ แทบรอให้หน้ากลับไปรู้สึกเหมือนก่อนผ่าตัดไม่ไหว เพราะยังมีความตึงที่กรามโดยเฉพาะฝั่งซ้าย ยังคงเลี่ยงบิสกิตแข็ง ๆ หรือไม่ก็ต้องรอให้มันละลายในปากก่อนค่อยเคี้ยว เพราะเคยเคี้ยวของแข็งแล้วรู้สึกจี๊ด ๆ ที่โหนกแก้ม สะเก็ดแผลรอบโหนกแก้มและหูหลุดไปหมดแล้ว เป็นสัญญาณที่ดีว่ากำลังหายสนิท
วันที่ 302: ไปตรวจติดตามผล (Follow-up) มาค่ะ คุณหมอบอกว่ากระดูกสมานตัวได้ดี อาการตึงที่กรามจะดีขึ้นถ้าเริ่มฝึกใช้กล้ามเนื้อกราม ดีใจที่ทุกอย่างเริ่มปกติจนกล้าเคี้ยวเนื้อที่เหนียวขึ้นหรือบิสกิตได้แล้ว บริเวณรอบหูก็กลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนผ่าตัดเลยค่ะ

วันที่ 330: 11 เดือนแล้ว! รู้สึกดีขึ้นมากจริง ๆ กลับมาออกกำลังกายและทานของแข็งอย่างบิสกิตหรือแครกเกอร์ได้แล้ว แต่ยังเลี่ยงถั่วแข็ง ๆ อย่างอัลมอนด์อยู่เพราะยังไม่มั่นใจที่จะเคี้ยว ความรู้สึกต่าง ๆ ค่อย ๆ กลับมา แม้โหนกแก้มจะยังรู้สึกเสียว ๆ บ้างแต่ไม่ชาแล้ว จะพยายามฝึกเคี้ยวบ่อย ๆ ให้กล้ามเนื้อกรามกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมค่ะ

วันที่ 361: ครบ 1 ปีเต็มแล้วค่ะ! ตอนนี้เกือบจะปกติ 100% แล้ว ทานอะไรก็ได้ตามใจอยาก ใบหน้ายังมีความตึงอยู่นิด ๆ เวลาแสดงสีหน้าบางอย่าง แต่ดีขึ้นกว่าเดิมมากและเชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ดีใจมากที่ไม่มีผลข้างเคียงอย่างหน้าหย่อนคล้อยหรืออาการชาถาวร ตอนนี้แฮปปี้สุด ๆ เลยค่ะ

